ศูนย์หัวใจ
แพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านหัวใจและหลอดเลือด
ห้องตรวจโรคระบบหัวใจและหลอดเลือด เปิดให้บริการผู้ป่วยที่มาใช้บริการตรวจรักษาโรคทางอายุรเวชกรรมที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยมุ่งเน้นเฉพาะทางด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด ให้การรักษาพยาบาลอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้ผู้รับบริการปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อนที่ป้องกันได้ ให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเครื่องตรวจพิเศษได้แก่
1. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจฃ
Electrocardiogram (E.K.G.)
2. การตรวจสมรรถภาพของหัวใจขณะ
ออกกำลังกายด้วยวิธีการปั่นจักรยาน
(Exercise Stress Test, การเดินบนสายพาน )
3. การตรวจวินิจฉัยด้วยคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram)
4. การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ
โดยส่องกล้องผ่านหลอดอาหาร
(Transeophageal Echocardiogram)
5. การตรวจบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ 24 ชั่วโมง
(EKG Holter 24 Hrs)
6. การทดสอบบนเตียงปรับเอง
(Tilt Table Test)
7. การตรวจสมรรถภาพหัวใจ
โดยใช้ยาในการกระตุ้นหัวใจให้ทำงานมากขึ้น
(Dobutamine Stress Echocardiogram)
8. การตรวจบันทึกความดันโลหิต 24 ชั่วโมง
(BP monitor 24 hrs)
ขอบเขตการให้บริการ ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด ให้บริการผู้ป่วยอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ได้แก่กลุ่มโรค
- Coronary Artery Disease
- Valvular Heart Disease
- Peripheral artery disease
- Disease of Vein
- Structural heart disease
- Electrophysiologic abnormality
เครื่องตรวจสวนหัวใจ Cath Lab
(Cardiac Catheterization Lab)
ใช้สำหรับ
-ตรวจหาความผิดปกติของเส้นเลือดหัวใจ
-ใส่ขดลวดขยายเส้นเลือดหัวใจ
เมื่อมีการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG),การทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการเดินสายพาน (Street Test) ,
การตรวจคลื่นเสียงหัวใจร่วมกับการออกกำลังกาย (Street Echocardiogram) หรือโดยวิธีการฉีดสารทึบรังสีผ่านสายสวนหัวใจเข้าทางหลอดเลือดแดงบริเวณขาหนีบหรือแขน เพื่อตรวจดูบริเวณที่มีการตีบตัน เป็นต้น แพทย์จะประเมินภาวะความรุนแรงของโรคและเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมในผู้ป่วยแต่ละราย
ทางเลือกในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ ได้แก่
1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Therapeutic lifestyle change)
โดยการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น การรักษาโรคเบาหวาน,ไขมันและความดันโลหิตสูง และมีการออกกำลังกายที่ถูกต้องเหมาะสม
2. การรักษาด้วยยา เช่น ยาขยายหลอดเลือด,ยาต้านเกล็ดเลือดเป็นต้น หากการรักษาด้วยยาและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตไม่สามารถควบคุมอาการของโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือไม่สามารถหยุดยั้งเส้นเลือดตีบจนถึงขั้นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดรุนแรงได้ อาจต้องรักษาด้วยการทำหัตถการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้
3. การรักษาโดยการผ่าตัดต่อเส้นเลือด Coronary Artery Bypass Graft:CABG) เป็นการเชื่อมต่อเส้นเลือดหัวใจ เพื่อสร้างเส้นทางเดินเลือดใหม่ให้ไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจที่ขาดเลือดจากหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน โดยใช้เส้นเลือดจากหน้าอก (Thoracic), ขา (Saphenous) หรือแขน (Radial) บ่อยครั้งที่เส้นเลือดที่ตีบจะถูกตัดต่อหลายจุดในเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่ผู้ป่วยหลอดเลือดหัวใจที่ทำบายพาสจะรักษาตัวในโรงพยาบาลประมาณหนึ่งสัปดาห์และกลับไปพักฟื้นที่บ้านต่ออีกระยะหนึ่ง
4. การรักษาโดยการถ่างขยายหลอดเลือด
4.1 การถ่างขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนผ่านทางการเจาะที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบหรือแขน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty:PTCA)
1.ใส่สายสวนหัวใจที่มีบอลลูนติตตรงส่วนปลายเข้าไปบริเวณรอยโรค
2.โป่งขยายบอลลูนไปกดทับรอยโรคให้แนบชิดผนังหลอดเลือดการถ่างขยายเส้นเลือดที่ตีบ จะเปิดทางให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้อย่างเพียงพอ
3. หุบบอลลูนและถอดสายสวนหัวใจออก อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยวิธีการถ่างขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยการใช้บอลลูนเพียงอย่างเดียว (PTCA)ยังคงให้ผลการรักษาไม่ค่อยพอใจและมีปัญหาที่เกิดสำคัญ ๆ อยู่ 2 ประการ คือ เกิดการปิดของหลอดเลือดทันที (Abrupt Closure) หลังจากการทำหัตถการสวนหัวใจ และโอกาสกลับมาตีบซ้ำ (Restonesis) สูงมาก และมักจะเกิดภายหลังจากการทำหัตถการสวนหัวใจไปแล้วในช่วง 2-3 เดือนแรก
4.2 การใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือด (Coronary Artery Stent) วิธีการทำเหมือนกับการถ่างขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนโดยการสอดสายสวนหัวใจเข้าไปบริเวณรอยโรค ที่ปลายสายสวนมีบอลลูนและท่อถ่างขยายติดอยู่ ซึ่งท่อถ่างขยายหลอดเลือดจะมีขนาดเล็ก ทำจากหลอดโลหะจะถูกฝังไว้ตรงรอยโรคเพื่อถ่างขยายและค้ำยันหลอดเลือดไว้
4.3 การใส่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดเคลือบยา (Drug Eluting Stent) เป็นขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดที่เคลือบยาไว้ ซึ่งยาจะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อตรงรอยโรค และลดความจำเป็นในการทำหัตถการซ้ำเนื่องจากหลอดเลือดกลับมาตีบซ้ำ ยาที่เคลือบไว้จะค่อยๆ ละลายออกมารักษาตรงรอยโรค ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดชนิดเคลือบยาบางชนิด อาจเคลือบด้วยวัสดุที่สลายตัวได้ ส่วนที่ใช้เคลือบนี้จะสลายไปตามเวลา แต่ขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดยังคงอยู่ตลอดไป แม้การขยายหลอดเลือดหัวใจโดยการใช้บอลลูนควบคู่ไปกับการใส่ขดลวดได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถช่วยลดภาวะที่หลอดเลือดหัวใจกลับไปตีบซ้ำได้เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้บอลลูนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ดี ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีการขยายหลอดเลือดหัวใจโดยการใช้บอลลูนควบคู่กับการใส่ขดลวดยังคงมีโอกาสประสบปัญหาหลอดเลือดหัวใจกลับไปตีบซ้ำได้อีกเช่นกัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุหลักมาจากเนื้อเยื่อที่เติบโตเพิ่มมากขึ้น (Neointimal hyperplasia)ภายในบริเวณที่ใส่ขดลวด รวมทั้งอาจก่อให้เกิดโรคลิ่มเลือดอุดตัน (Stent Thrombosis) เนื่องจากการอักเสบจากการแพ้ยาหรือสารที่ใช้เคลือบยาในขดลวด รวมถึงการไม่ตอบสนองต่อการบำบัดในระยะยาวด้วยยาต้านเกล็ดเลือด ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการมีขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดฝังอยู่ในร่างกายอย่างถาวร อาจส่งผลเสียต่างๆ ตามมาได้ในอนาคต
4.4 การใส่โครงค้ำยันหลอดเลือดเคลือบยาชนิดย่อยสลายได้ (Bioresorbable Vasculal Scaffold: BVS) เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจมีลักษณะเหมือนกับขดลวดถ่างขยายหลอดเลือดชนิดเคลือบยา แต่สามารถสลายตัวได้อย่างช้าๆ โดยโครงสร้างของท่อถ่างขยายหลอดเลือดจะสลายหมดไปในเวลา 2-3 ปี ทำให้หลอดเลือดสามารถขยายตัวและหดตัวได้ตามปกติ และไม่มีขดลวดโลหะฝังอยู่ในร่างกายอย่างถาวร